จิ้ว ประโมงกิจ
แม่เพลงแห่งอันดามัน
นางจิ้ว ประโมงกิจ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในนาม แม่จิ้ว “แม่เพลงแห่งอันดามัน” คนนี้พื้นเพเป็นคนเกาะสิเหร่โดยกำเนิด บิดามีพื้นเพอยู่ที่เกาะลันตา และมารดาที่ป็นชาวไทยใหม่ ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่บริเวณ
แหลมตุ๊กแก เกาะสิเหร่ ในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลรัษฎาของเรานี่เอง
แม่จิ้ว ประโมงกิจ มีความสามารถในการดั้นกลอนสดเป็นทำนอง
เพลงรองเง็งมีปฏิภาณไหวพริบในการต่อกลอน เพลงรองเง็ง สามารถร้องรำเพลงรองเง็งได้นับเป็นร้อย ๆ เพลงโดยไม่ซ้ำเนื้อเพลงได้ตลอดทั้งคืน ออกงานเพื่อการกุศลจนไม่สามารถนับจำนวนครั้งได้ จนเป็นที่รู้จักกัน
ทั่วไปในแถบจังหวัดอันดามัน ฉบับนี้เราได้โอกาสไปสัมภาษณ์พูดคุย
กับแม่จิ้ว และนำบางส่วนมาฝากดังต่อไปนี้
“เรื่องร้องรำรองเง็งนี่ สืบทอดมาจากบรรพบุรุษหลายชั่วคนแล้ว ตั้งแต่รุ่นของคุณตา บิดา พี่ชาย น้องชาย ร้องรองเง็งเป็นกันทุกคน”
แม่จิ้ว ประโมงกิจ เริ่มรำรองเง็งเมื่ออายุได้ 8 ขวบเท่านั้น ด้วยพื้นฐาน
ครอบครัว ทำให้แม่จิ้วเติบโตมาท่ามกลางการร้องเล่นรองเง็ง จนเริ่มซึมซับ
และเริ่มฝึกหัดการแสดงชนิดนี้ ฝึกฝนร้องรำรองเง็งอยู่ไม่นานแววแห่งความ
เป็นศิลปินก็ฉายชัด เมื่อบิดาเห็นเช่นนั้นก็ว่า แม่จิ้วนี้สามารถเป็นหัวหน้าวง
ได้ ตั้งแต่นั้นมา นอกจากจะฝึกฝนการแสดงเองแล้ว แม่จิ้วก็เริ่มฝึกสอนให้
หนุ่มสาวในหมู่บ้านหัดร้องรำรองเง็ง “นับๆ ไปก็ 20 กว่ารุ่นได้นะ สอนให้รำ
อยู่จนแต่งงานแต่งการกันไป แล้วก็เลิกรำนั่นแหละ” แม่จิ้วผู้รักรองเง็งเป็นชีวิตจิตใจยังเล่าอีกว่า ตอนที่คิดจะมีครอบครัวนั้น ตนได้ตั้งข้อแม้เอาไว้ว่า ถ้าแต่งงานกัน สามีจะต้องยินยอมให้แม่จิ้วรำรองเง็งต่อไป ซึ่งก็เป็นเงื่อนไข
ที่สามีของแม่จิ้วรับได้ พวกเราเลยได้มีโอกาสดูรองเง็งจากแม่จิ้วอยู่
จนทุกวันนี้ “ขนาดตอนท้อง 9 เดือนยังมีคนมาบอกให้ไปขับรองเง็งเลย พุงป่องใกล้คลอดแล้ว แต่เสียไม่ได้ที่เขาอุตส่าห์มาเชิญ ก็ไปรำให้เขา” แม่จิ้วเล่าเหตุกาณ์เมื่อครั้งอุ้มท้องลูกคนที่สิบเอ็ดให้เราฟัง
“วงของเราชื่อ พรสวรรค์ เมื่อสมัยแม่กับพี่สาวก็ไม่มีชื่อหรอก จนมาสมัยที่เป็นหัวหน้าวงเอง จึงได้มีชื่อนี้ขึ้นมา” แม่จิ้วเล่าถึงวงรองเง็ง พร้อมเล่าเลยไปในสมัยที่ยังเป็นสาวรุ่นอยู่ “เราก็มีการเดินโรงนะ เหมือนวงดนตรี เอกชัย ศรีวิชัย เขาเดินสายนั่นแหละ ไปทุกที่เลย ไปหาเงิน” แตกต่างจากในปัจจุบัน ที่นอกจากเวลามีคนมาจ้างไปแสดงแล้ว โอกาสเราที่จะได้เห็นการแสดงรองเง็ง ก็ต้องเป็นในงานประเพณีลอยเรือ หรือว่าในพิธีแก้บนต่างๆ ของชาวไทยใหม่นั่นล่ะ
ถามถึงคนสืบทอดรองเง็ง แม่จิ้วเล่าว่า “ลูกๆ ก็รำเป็นกันทุกคนนะ แต่ก็เลิกรำกันไปตอนมีครอบครัวอย่างที่บอกนั่นล่ะ เด็กๆ แถวนี้ก็รำ ได้กันหลายคน แต่เวลาสอนให้ขับ ไม่ค่อยจะยอมขับกัน ถ้าขับได้ก็เป็น
เพลงลูกทุ่งสมัยใหม่มากกว่า ส่วนเพลงดั้งเดิมนั้นไม่มีใครยอมหัดร้อง เขาว่ามันยาก” ด้วยความเป็นห่วงว่าเพลงรองเง็งแบบตั้งเดิมจะสูญหาย แม่จิ้วจึงพยายามสอนให้ลูกๆ ขับ เพลงดั้งเดิมอยู่เสมอๆ เพราะถึงปัจจุบันนี้ แม้แต่คนสีไวโอลิน คนตีกลองรำมะนา ก็หายากแล้ว “คนที่เล่นเป็นก็เสียไปหมดแล้ว ตอนนี้เวลาจะเล่นขึ้นมาสักที ก็ต้องไปจ้างเขามาจากราไวย์โน่น ไวโอลินก็มีอยู่ แต่ไม่มีคนเล่น” เป็นเรื่องที่น่าใจหาย เมื่อคิดไปว่า หากไม่มีคนสนใจฝึกหัดเล่นดนตรีพื้นบ้าน หรือร้องรำรองเง็งแบบดั้งเดิมจริงๆ วันหนึ่งศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนความเป็นมาและวิถีชีวิตของชาวไทยใหม่เหล่านี้ จะต้องสูญหายไปกับกาลเวลาเป็นแน่
ด้วยความสามารถที่หาใครเทียบได้ยาก ทำให้แม่จิ้วได้มีโอกาส
เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รำรองเง็งถวายในพระตำหนัก สวนจิตรลดา และอีกครั้งหนึ่งที่ได้รำถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมเผ่าเลใต้ที่เกาะสิเหร่ นับเป็นความ
ภาคภูมิใจสูงสุดของแม่จิ้วเลยทีเดียว นอกจากนี้ ด้วยความเป็นศิลปิน
ในสายเลือดแม่จิ้วยังได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการวันอนุรักษ์มรดกไทย กรมศิลปากร ให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นในการอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี พ.ศ.2535 เป็นที่แน่นอนว่า สิ่งนี้ได้นำความปลาบปลื้มใจมาสู่ครอบครัว
แม่จิ้วและชาวไทยใหม่เป็นที่ยิ่ง
จาก พ.ศ.2488 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 63 ปีแล้ว ที่แม่จิ้ว
มีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมทางด้านรองเง็ง
เอาไว้ไม่ให้สูญหาย ลองย้อนกลับมาถามตัวเองดูบ้างเถอะ ลูกหลาน
ชาวตำบลรัษฎาล่ะ เคยชมการแสดงรองเง็งสักครั้งแล้วหรือยัง ?
กลับหน้าหลัก
|